เสียงแตรเดี่ยวเป่าแจ้งเหตุสำคัญขึ้นในสวนตูลในยามดึกสองจบ ข้าพเจ้าตื่นขึ้นแต่งกายเครื่องสนามครบชุดมีกล้องส่องสองตาและปืนพกประจำกาย พลทหารบัวผู้เป็นทหารประจำตัวมาช่วยสวมท็อปบูตเหมือนวันธรรมดาที่ไปทำการฝึกทหารตามปกติ แล้วไปยกรถจักรยานลงจากบ้านไปรออยู่ที่ถนนหน้าบ้าน ก่อนขึ้นรถจักรยานข้าพเจ้าบอกกับพลทหารบัวว่าญี่ปุ่นขึ้นบกแล้วขอลาจากกันตรงนี้ ถ้าข้าพเจ้าไม่กลับมาก็ยกสมบัติของข้าพเจ้าให้แก่เขาทั้งหมด เมื่อข้าพเจ้าขี่จักรยานมาถึงกองร้อยที่สองของกองพันปืนใหญ่ที่สิบสามที่ข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับกองร้อยอยู่ ก็พบว่านายทหารนายสิบพลทหารตั้งแถวพร้อมอยู่แล้ว ข้าพเจ้าดูนาฬิกาเวลานั้นใกล้เวลาตีหนึ่งของวันที่ ๘ ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะที่รอคำสั่งจากผู้บังคับกองพันอยู่นั้น ทุกคนอยู่ในความสงบ เหมือนออกไปทำการฝึก ทหารเหล่านั้นเป็นทหารอาสาสมัครล้วน จึงมีความชำนาญในหน้าที่อย่างดีและมีขวัญและกำลังใจดีเลิศอยากรบกับญี่ปุ่นผู้รุกรานประเทศไทยจึงได้อาสาสมัครมา เขาใช้เวลาเพียงสิบแปดนาทีก็ขนกระสุนปืนใหญ่ขึ้นบรรทุกรถยนต์และจัดขบวนพ่วงปืนใหญ่ทุกคันอย่างเรียบร้อยพร้อมที่จะออกเดินทางไปยังที่ตั้งยิงริมฝั่งทะเลที่เราได้สำรวจทำแผนที่ไว้แล้วล่วงหน้า แต่ระหว่างรอเวลาอยู่นั้น ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับกองพันว่าขณะนี้ทหารราบฝ่ายเราเกิดปะกับทหารญี่ปุ่น ที่สามแยกเก้าเส้ง ทหารปืนใหญ่จะออกไปริมทะเลตามแผนเดิมไม่ได้ จึงให้หาที่ตั้งยิงในบริเวณสวนตูล ให้พร้อมที่จะยิงไปยังฝั่งทะเลได้ก่อนสว่าง ข้าพเจ้าจึงมอบให้รองผู้บังคับกองร้อยควบคุมการตั้งยิงในสวนตูลซึ่งมีต้นมะพร้าวกีดขวางทางยิงอยู่หลายต้น จำเป็นต้องโค่น
ต้นมะพร้าวเป็นจำนวนมาก แล้วตัวข้าพเจ้าและพลลาดตระเวนสื่อสารปืนเขารูปช้างขึ้นไปตั้งกองคับการกองร้อยเพื่อตรวจการณ์และควบคุมการยิงอยู่บนเขารูปช้าง เมื่อตั้งกล้องวัดระยะ,กล้องวัดมุมและวางสายโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อยก็เกือบเวลาตีสาม มองจากยอดเขารูปช้างไปในทะเลที่มืดมิด สังเกตเห็นว่ามีขบวนเรือจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่นอกฝั่งทะเลด้านเก้าเส้ง แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นเรืออะไรเพราะพรางไฟ เวลาประมาณสี่นาฬิกาได้ยินเสียงเครื่องบินจำนวนมากบินสูงลิบผ่านหัวเรา มุ่งหน้าเข้าไปทางหาดใหญ่ที่เป็นต้นทางเข้าประเทศมลายู ต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย พออากาศสว่างขึ้นจึงเห็นว่ามีเรือกำปั่นขนาดใหญ่ ๑๐ ลำ ลอยลำอยู่นอกฝั่งทะเลด้านเก้าเส้ง เป็นเรือสองเสาที่มีปั้นจั่นเสาละสี่อันสำหรับกว้านสิ่งของลงจากเรือ แต่ยังจอดเฉยอยู่ยังไม่ทำอะไร มองตรงไปในทะเลลึกด้านนอกฝั่งเมืองสงขลา เห็นขบวนเรือรบของญี่ปุ่นนับสิบลำเป็นสีเทาจาง ๆ อยู่ไกลมาก เข้าใจว่าเป็นขบวนเรือรบคุ้มกันการยกพลขึ้นบกคราวนี้
พออากาศสว่างชัดเจน ดูในกล้องส่องสองตาเห็นว่าเรือกำปั่นทั้ง ๑๐ ลำเริ่มใช้เครื่องกว้านยกเรือท้องแบนสำหรับยกพลขึ้นบกหย่อนลงในน้ำ ชั่วครู่ใหญ่ก็มีเรือท้องแบนบรรทุกทหารญี่ปุ่นแล่นออกจากเรือใหญ่ มุ่งมาที่ชายทะเลด้านเก้าเส้งที่มีสนามบินตั้งอยู่ หาดทรายด้านเก้าเส้งนี้ยาวประมาณเก้ากิโลเมตร เรือท้องแบนทาสีแดงและทหารญี่ปุ่นแต่งกายสีกากีเหลือง ๆ รู้สึกแปลกในสายตาทหารไทยที่เราแต่งเครื่องแบบสีกากีแกมเขียว เรือท้องแบนแต่ละลำมีเครื่องยนต์แล่นมาได้เองมีจำนวนหลาย ๑๐ ลำประมาณว่าคงต้องใช้เวลาแล่นราวยี่สิบ – สามสิบนาทีกว่าจะถึงฝั่ง ข้าพเจ้าสั่งให้พลวัดระยะวัดไปที่เรือกำปั่น เขาตอบว่าไกลมากปืนใหญ่ของเราคงยิงไม่ถึง จึงตกลงใจว่าจะยิงเรือท้องแบนที่บรรทุกทหารเมื่อเข้าใกล้ฝั่ง จึงรายงานเหตุการณ์ให้ผู้บังคับกองพันทราบทางโทรศัพท์และขออนุญาตทำการยิงเมื่อพร้อม กระสุนปืนใหญ่ของ ป.พัน.๑๓ รอบแรกน้ำหมด จึงร่นระยะยิงให้ใกล้เข้ามา เป็นโชคดีอย่างประหลาดที่กระสุนปืนใหญ่รอบที่สองระเบิดขึ้นใกล้ฝั่งพอดี เรือท้อง
แบนลำหนึ่งแล่นมาถึงจึงถูกระเบิดยกเรือขึ้นหงายท้องจมลงในรอบที่สามสั่งลดระยะยิงลงมาอีกกะทำให้อันตรายแก่เรือท้องแบนเมื่อเข้าถึงฝั่ง เมื่อได้ทิศมุมยิงและระยะยิงที่แน่นอนแล้วจึงขอให้ปืนใหญ่กองร้อยที่หนึ่งช่วยยิงไปยังชายหาดราวสี่กิโลเมตร โดยกองร้อยที่สองยิงส่วนที่เหลือตอนนี้เสียงปืนใหญ่ฝ่ายไทยดังสนั่นหวั่นไหว ประมาณเก้านาฬิกาเศษ เรือท้องแบนของญี่ปุ่นหยุดทำการ ชายหาดว่างเปล่า มีแต่ซากเรือท้องแบนที่ชำรุดทิ้งอยู่ ๓ ลำแต่ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากเต็มสนามบิน พวกพลลาดตระเวนสื่อสารที่อยู่บนเขารูปช้างกระโดดโลดเต้นแสดงความยินดีกันใหญ่ ข้าพเจ้าเตือนพวกเขาว่าญี่ปุ่นอาจขนคนขึ้นบกในระยะแรกเพียงเท่านี้ คงจะมีอีกต่อไป ทันใดนั้นข้าพเจ้าส่องกล้องสองตาไปดูเรือรบที่อยู่ในระยะไกลลิบ เห็นแสงไฟแวบออกมาจากปืนเรือรบลำใหญ่ลำหนึ่ง รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าข้าศึกยิงเราแน่เพราะการกระโดดโลดเต้นของพวกเราบนยอดเขารูปช้าง ปืนใหญ่เรือมีกระสุนวิถีราบแม่นยำมากต้องหนีไปทางข้างจึงตะโกนสั่งให้เปลี่ยนที่ตรวจการณ์ไปยังโขดหินที่อยู่ต่ำไปทางซ้ายมือ เดชะบุญที่เราย้ายที่ตรวจการณ์ได้ทันท่วงที เสียงลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงจากเรือรบข้าศึกแหวกอากาศส่งเสียงครวญครางนัดแรกมากระทบก้อนหินขนาดใหญ่ที่เราใช้เป็นที่ตรวจการณ์เก่าระเบิดเปรี้ยงรู้สึกเหมือนแผ่นดินไหว แล้วข้าศึกยิงมาที่เก่าอีกเจ็ดนัดรวมทั้งสิ้นเป็นแปดนัด ก้อนหินใหญ่ถูกตัดแบนราบเหมือนสนามเทนนิสพวกเราหลบรอดตายกันได้ทุกคนจากหลังก้อนหินเล็กที่เป็นที่ตรวจการณ์ใหม่ของเรา มีแต่พลทหารแช่ม พลแตรเดี่ยวคนเดียวที่กลิ้งตกไปอยู่ที่หมู่ต้นไม้หนามเชิงเขาร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ พวกเพื่อนลงไปช่วยกันลากมาไว้ในชอกหินได้สำเร็จ ขณะนี้สายโทรศัพท์ขาดหมด ติดต่อกับกองร้อยปืนใหญ่ไม่ได้ ปืนใหญ่ทั้งแปดกระบอกยังคงทำการยิงไปยังชายฝั่งเก้าเส้งเหมือนเดิม ข้าพเจ้าวิตกว่าจะเสีย
กระสุนเปล่า อยากจะเปลี่ยนคำสั่งให้ร่นระยะยิงมายังสนามบิน ก็พอดีปืนใหญ่เรือยิงมาที่สวนตูลมุ่งทำลายที่ตั้ง
ปืนใหญ่ แต่เพราะปืนเรือวิถีกระสุนราบมากแม้จะยิงมาถึงสิบสองนัดก็ถูกแต่ยอดมะพร้าวและเลยไปตกระเบิดที่น้ำตกหลังเขาเสียหมด ทำให้พลประจำปืนใหญ่ทุกคนปลอดภัยและมาประจำหน้าที่ได้ทุกคน พวกลาดตระเวนบนที่ตรวจการณ์แก้ไขสถานการณ์ด้วยการตีธงสัญญาณไปยังกองร้อยทหารปืนใหญ่ ให้ลดระยะยิงปืนใหญ่ให้กระสุนไปตกในสนามบินได้สำเร็จ ข้าพเจ้าส่องกล้องดูเมื่อเห็นกระสุนปืนใหญ่ไปตกระเบิดในสนามบิน พอควันระเบิดจางลงก็เห็นกลุ่มทหารญี่ปุ่นว่างลงชั่วขณะประเดี๋ยวทหารญี่ปุ่นก็มากันเต็มอีกเหมือนเดิม จากการเคลื่อนไหวส่งสัญญาณธงทำให้ข้าศึกรู้ว่าเรายังรอดชีวิตอยู่ จึงส่งเครื่องบินหมู่หนึ่ง
มาโจมตี ยิงกระสุนอากาศใส่ทำให้พวกเราต้องหลบซ่อนอยู่ตามซอกหิน ไม่กล้าโผล่หัวออกมา เราแอบดูเห็นขบวนรถไฟบรรทุกทหารญี่ปุ่นแล่นออกจากเมืองสงขลาจะไปหาดใหญ่ ทหารราบที่อยู่ในทุ่งนาหน้าเขารูปช้างใช้ปืนกลยิงขัดขวาง แต่ขบวนรถไฟก็ฝ่าออกไปจนได้ มาทราบภายหลังว่าไปติดอยู่ที่ตำบลน้ำน้อยเพราะทหารราบ ร.พันห้า มาตั้งรับอย่างเหนียวแน่นที่นั้น เมื่อปืนใหญ่เรือย้ายที่หมายจากสวนตูลไปยังตำบลน้ำน้อยแล้ว พวกเราก็ค่อยโผล่หัวออกมาตีธงสัญญาณให้กองร้อยปืนใหญ่หยุดยิง เพราะในสนามบินไม่มีทหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายเข้าตัวเมืองสงขลา ขณะนั้นเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ เครื่องบินทะเลญี่ปุ่นหกลำบินมาทิ้งระเบิดที่ตั้งปืนใหญ่ในสวนตูล บินลงมาต่ำมาก ลูกระเบิดที่ทิ้งลงมาส่วนใหญ่ถูกต้นมะพร้าว พลประจำปืนนอนหลบอยู่ใต้ปืนปลอดภัยทุกคน แต่มีอาคารบ้านเรือนในสวนตูลเสียหายหลายหลัง
ระหว่างที่เครื่องบินทะเลยังทิ้งระเบิดอยู่นั้นพลทหารบัวปืนเขารูปช้างหิ้วปิ่นโตอาหารกลางวันขึ้นมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามเขาว่าทำไมรู้ว่าข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ เขาบอกว่าไปถามที่กองร้อยปืนใหญ่เขาบอกจึงขึ้นมาถูก ระหว่างที่ข้าพเจ้ากินอาหารมื้อบ่ายรวมทั้งมื้อเช้าอยู่นั้น ก็มีข่าวจากผู้บังคับการมณฑลที่หก สั่งหยุดยิงยุติการรบกับญี่ปุ่นตามประกาศของนายกรัฐมนตรีว่า ไทยตกลงเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นให้ทหารไทยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยไปประเทศมลายูได้
พวกทหารที่อยู่แถวนั้นบ่นว่าเขาเลิกรบกันแล้วยังเอาเครื่องบินมาทิ้งระเบิดกันอีก ข้าพเจ้าบอกเขาว่าพวกญี่ปุ่นคงเพิ่งได้รับคำสั่งเหมือนพวกเราจึงรีบบินกลับทันทีข้าพเจ้าส่องกล้องดูไปทางเรือกำปั้น ๑๐ ลำ เห็นกำลังขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ลงจากเรือใหญ่ มีเรือท้องแบนหลายสิบลำขนของขึ้นทางฝั่งทะเลเก้าเส้ง มีรถถังจอดอยู่ในสนามบินจำนวนมาก พอดีได้รับคำสั่งให้ไปร่วมพิธีฝังศพทหารที่เสียชีวิตในการรบครั้งนี้ ๒๒ ศพ จึงต้องรีบลงจากเขารูปช้างไปอาบน้ำแต่งตัว ส่วนพลทหารส่วนหนึ่งยังอยู่ดูขบวนรถไฟและขบวนรถถังญี่ปุ่นเคลื่อนขบวนเข้ามลายูจนดึก ในวันรุ่งขึ้นจึงรู้ความลับว่าหมอไคเซ ที่เป็นหมอฟันชาวญี่ปุ่นมาอยู่ที่สงขลาราวยี่สิบปี แกเป็นนายทหารญี่ปุ่นยศพันตรี เป็นตัวการสำคัญยึดเมืองสงขลา โดยใช้กำลังทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในเรือสินค้าที่มาจอดอยู่บริเวณเกาะหนูเกาะแมวเมื่อกลางเดือน พ.ย. ๘๔ อ้างว่าเครื่องชำรุดรอเครื่องอะไหล่ พอถึงตอนสองยามของคืนวันที่ ๗ ธ.ค. ๘๔ ก็แต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นมาขึ้นบกที่แหลมสนแล้ว พันตรี หมอไคเซก็แต่งเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นนำกำลังทหารญี่ปุ่นหนึ่งกองร้อยนี้ออกยึดสถานที่ราชการต่าง ๆ ได้หมด แล้วส่งกำลังหนึ่งหมวดไปยึดสะพานที่สามแยกเก้าเส้งไว้ พอทหารไทยออกมาจากสวนตูลจึงเกิดยิงกันขึ้นใน
ความมืด ญี่ปุ่นกระจายกำลังกันยึดแนวลำคูเป็นชัยภูมิที่ดีกว่าจึงได้เปรียบฝ่ายไทยที่รีบวิ่งมาต้องเสียชีวิตตรงนี้หลายคน ทางฝ่ายไทยไม่รู้ว่าข้าศึกมีกำลังน้อยเข้าใจว่าเมืองสงขลาถูกกำลังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยึดไว้แล้วจึงต้องรอให้สว่างเสียก่อน ได้ส่งทหารราบ ร.พัน.๔๒ จำนวนสองกองร้อยมาประจันหน้ากับญี่ปุ่นใช้ปืนกลยิงข่มข้าศึกที่สะพานเก้าเส้งจนเงียบเสียงไปจนได้ข่าวแน่ชัดว่ากำลังทหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยกพลขึ้นบกทางด้านเก้าเส้งจึงส่งทหารราบขึ้นมาเป็นกองหนุนหนึ่งกองร้อยพร้อมกับปืนใหญ่สองกระบอกที่จัดแยกมาจาก ป.พัน.๑๓ ด้วยเกรงว่าข้าศึกจะบุกสวนตูล และกำลังทหารราบหน่วยนี้พยายามขัดขวางไม่ให้ขบวนรถไฟของญี่ปุ่นออกจากสงขลาไปหาดใหญ่ด้วยทำการยิงทางข้างอย่างหนักแต่ขบวนรถไฟก็ยังแล่นฝากระสุนไปจนถูกตรึงกำลังไว้ที่น้ำน้อยโดย ร.พัน ๕ เวลาบ่ายโมงเศษทุกหน่วยได้รับคำสั่งให้ยุติการสู้รบ ทหารญี่ปุ่นทั้งหมดจึงเคลื่อนขบวนเข้ามลายูได้ รวมกำลังทหารญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกที่สงขลา เมื่อวันที่ ๘ ธ.ค. ๘๔ มีจำนวนถึงห้าหมื่นสี่พันคน ฝ่ายไทยมีกำลังทหารราบสองกองพันกับทหารปืนใหญ่หนึ่งกองพันรวมกำลังทั้งหมดไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยคน (สมัยนั้นเรียกชื่อประเทศมลายาว่าสหพันธ์รัฐมลายูของอังกฤษ)
หลังจากการรบกับญี่ปุ่นที่สงขลาแล้วข้าพเจ้าก็โยกย้ายไปรับราชการอยู่ในที่ต่าง ๆ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ย้ายมาเป็นรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสงขลามีสำนักงานอยู่ที่ค่ายคอหงส์หาดใหญ่ เย็นวันหนึ่งพลทหารบัวมาเยี่ยม เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อหมดสัญญาเป็นทหารอาสาสมัครแล้วได้ทำมาค้าขายอยู่ในตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มีครอบครัว เลยตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ส่งขลานี่เอง ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าเลื่อนยศเป็นนายพลได้เป็นเจ้ากรมสวัสดิการทหารบกอยู่ในกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์หนึ่งมีภิกษุสูงอายุองค์หนึ่งมาเยี่ยมว่ามาจากภาคอีสาน ส่งนามบัตรของท่านเข้ามาก่อนว่า "พระครูวิมลอาจารคุณ" (แช่ม ฐานฐาโร) เจ้าคณะตำบลแก่งเลิงนกทา เขต ๒ วัดท่าแร่คงคาราม อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ข้าพเจ้านึกออกทันทีว่าท่านคือพลทหารแช่ม พลแตรเดี่ยวที่กลิ้งตกเขาลงไปติดหนามอยู่ในตอนที่ถูกปืนใหญ่เรือรบของญี่ปุ่นระดมยิงมาที่เขารูปช้างเมื่อเช้าวันที่ ๙ ธ.ค. ๒๔๘๘ นั้นเอง
เรื่องที่เล่ามานี้ เป็นเวลาที่ล่วงเลยมาถึง ๖๐ กว่าปีแล้ว แต่ภาพที่ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่สงขลายังติดอยู่ในความทรงจำ ยังนึกภาพภูมิประเทศเหตุการณ์ได้แจ่มชัด เหมือนภาพสเกตที่หัวเรื่องนั้นแล
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น