มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งน่าสนใจนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
นั่นก็คือ หนังสือเล่มที่มีชื่อว่า “งานข่าวกรอง” ผลงานการเขียนของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชื่อชั้นของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ในด้านวิชาการข่าวกรองนั้นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะการที่ท่านเคยไปทำงานวิจัยและเก็บข้อมูลประกอบการเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมอสโคว์
หนังสือเล่มก่อนหน้าของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ที่ชื่อ “นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา 2001-2004: หลักการบุช (Bush Doctrine)” ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2548 นั้น โด่งดังมากในหมู่นักวิชาการรัฐศาสตร์ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือที่ใช้อ้างอิงกันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
สำหรับหนังสือ “งานข่าวกรอง” เล่มนี้ มีชื่อเต็มว่า “เครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ: งานข่าวกรอง” โดย “ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” รองศาสตราจารย์วิชาการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา” ซึ่งแน่นอนว่า เนื้อหาหลักของหนังสือจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับงานข่าวกรองของ USA เป็นส่วนใหญ่
“…กล่าวในภาพใหญ่ งานวิเคราะห์ข่าวกรองเป็นเหมือนกับงานนักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ ตรงที่มีกระบวนวิธีวิเคราะห์ เช่น การตั้งสมมุติฐานและการรวบรวมข้อมูลมาพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าว อย่างไรก็ดี เซอร์ เดวิด โอมันด์ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมอังกฤษ มองว่า งานของนักวิเคราะห์ข่าวกรอง จะมีเทคนิค กระบวนวิธีที่เข้มงวดมากกว่า มีการดำเนินงานรวบรวม/จัดทำฐานข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องสามารถนำไปใช้งานได้ด้วย ซึ่งหมายความว่ามีคนต้องการนำผลงานวิเคราะห์/ผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน ในเรื่องที่พวกเขาต้องการทำหรือถูกบังคับให้ทำ…” (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, เครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ: งานข่าวกรอง, หน้า 122, ส่องศยาม, กรุงเทพฯ, 2550,)
สิ่งหนึ่งซึ่งผมชื่นชอบหนังสือ “งานข่าวกรอง” ของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ก็คือ การที่หนังสือ “เครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ: งานข่าวกรอง” เล่มนี้ เป็น “งานวิจัย”ที่นำออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยการคัดกรองให้อ่านง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “บรรณานุกรม” ที่มีการอ้างอิงข้อมูลวิชาการด้านงานข่าวกรองของต่างประเทศมากกว่า 120 แหล่ง
โดยในส่วนของ “ระเบียบวิธีวิจัย” ของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ท่านระบุเอาไว้ว่า “…การศึกษาชิ้นนี้ เป็นการวิจัยเอกสาร (DOCUMENTARY RESEARCH) เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยจะเก็บข้อมูลจากสิ่งพิมพ์อิเล็คทรอนิคส์บนอินเตอร์เน็ต และหนังสือภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด แหล่งข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน เพื่อความมั่นใจในความน่าเชื่อถือของเนื้อหาข้อมูลที่สืบค้นได้ แหล่งข้อมูลหลักจะเป็นหน่วยงานข่าวกรองของชาติต่างๆ ที่มีเว็บไซต์เผยแพร่ เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในประชาคมข่าวกรองอเมริกา อาทิ CIA (CENTRAL INTELLIGENCE AGENCY) (เนื่องจาก “มีคนเขียนถึงงานข่าวกรองของอเมริกามากกว่าที่อื่นใดทั้งหมด”) เว็บไซต์ของสถาบันวิจัย อย่างเช่น FEDERATION OF AMERICAN SCIENTISTS เว็บไซต์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ และเว็บไซต์ของสมาคมอดีตนักการข่าว เช่น AFIO (ASSOCIATION OF FORMER INTELLIGENCE OFFICERS) เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ข้อมูลลักษณะนี้ แม้จะพอมีเผยแพร่อยู่บ้างบนเว็บไซต์บางแห่ง แต่ก็มิได้ให้รายละเอียดมากเท่าของต่างประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะหน่วยราชการที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง…” (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, หน้า 7, อ้างแล้ว)
ใน “บทส่งท้าย: การข่าวกรอง ผลประโยชน์แห่งชาติ และมนุษยลักษณ์” เป็นบทที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะท่าน “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ได้สกัดความรู้ “งานข่าวกรอง”ออกมาเป็น “กรอบเกณฑ์ใหม่” และนำเสนอความคิดเห็นสำหรับ “นักคิดสายใหม่”
“…ผู้เขียน (“รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์”) อยากเสนอแนะว่า ภาพธรรมชาติมนุษย์ที่หลักการ “สากล” (ผลประโยชน์แห่งชาติ, แสวงหาผลกำไรสูงสุด) เป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน กล่าวอย่างเจาะจง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” นำไปสู่และสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจผ่านเครื่องมือต่างๆ (เช่นการข่าวกรอง) ในลักษณะเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงผู้อื่น และ/หรือโดยเห็นผู้อื่นมีคุณค่า “ความเป็นคน” ด้อยกว่าตน และหลักการนี้คือต้นตอแห่งความทุกข์ยากทั้งปวงของมวลมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และผู้เขียน (“รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์”) เชื่อว่า จะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกในอนาคตมิรู้จบสิ้น หากเราไม่หาทางฉีกผันตัวเองออกจากกรอบผลประโยชน์แห่งชาติ (NATIONAL INTEREST) และอำนาจเป็นปัจจัยตัดสิน (REALPOLITIK) ที่คลุมครอบเราอยู่…”
“…หลักการ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” และเครื่องมือข่าวกรอง ช่วยบ่มเพาะพอกพูนธรรมชาติ “ฝ่ายต่ำ” ของมนุษย์ให้แก่กล้าอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ความเห็นแก่ตัว ความดุร้าย เหี้ยมโหด ชอบใช้กำลังสนองความต้องการทางวัตถุและจิตใจ อันเป็นจิตสำนึกของสัตว์ป่า ขณะที่จิตสำนักส่วนดี อาทิ ความมีเมตตา ความโอบเอื้ออารี ความเห็นอกเห็นใจผู้ตกทุกข์ได้ยาก ถูกละเลย ทั้งที่จิตสำนึกส่วนหลังนี้เป็นพรสุดประเสริฐ ที่พวกเราได้รับกันมาแต่เกิดทุกๆ คน…”
“…กรอบเกณฑ์ใหม่ที่เราน่าจะช่วยกันคิดค้น เพื่อนำมาใช้แทนที่หลักการ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” หลักการ “แสวงหากำไรสูงสุด” และ “บทแทรก” บรรดามี ก็ต้องเริ่มต้นที่จุดนี้เช่นกัน ผู้ที่เห็น “โลก” เห็น “คน” มามากพอสมควร คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มนุษย์โดยพื้นฐานมีทั้งส่วน “หยาบช้า ใฝ่ต่ำ” และจิตใจที่ “ละเอียดอ่อน โอบอ้อม ใฝ่สูง” คละกัน แต่เรื่องสำคัญที่นักคิดทางเลือกใหม่น่าจะเน้นสนใจเป็นพิเศษคือ การลดบทบาทของธรรมชาติมนุษย์ส่วนแรก และเพิ่มบทบาทธรรมชาติมนุษย์ส่วนหลังให้โดดเด่นคลุมครอบ เพื่อเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่มนุษย์ทุกหมู่เหล่าจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก สมานฉันท์ และมีศักดิ์ศรีทัดเทียมกันโดยถ้วนหน้า…”
“…ท้ายที่สุด นักคิดสายใหม่พึงระลึกเสมอว่า แนวคิดทางเลือกใดๆ แม้จะห่อหุ้มอย่างบรรจงวิจิตรด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าเนื้อในไม่สะท้อนธรรมชาติอันแท้จริงของมนุษย์อย่างสมบูรณ์รอบด้าน ก็ไม่สามารถนำมาแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของมนุษย์ในระยะยาวได้เลย…” (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, หน้า 283, อ้างแล้ว)
กล่าวสำหรับ “ขอบเขตการวิจัย” ของ “รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทิมา อ่องสุรักษ์” ท่านระบุเอาไว้ว่า “…งานชิ้นนี้มุ่งสืบค้นและนำเสนอเนื้อหาที่เป็นองค์ประกอบของงานข่าวกรอง เช่น งานรวบรวมข่าว งานวิเคราะห์ งานต่อต้านข่าวกรอง รวมตลอดถึงแขนงต่างๆ ของงานข่าวกรอง อาทิ SIGINT (SIGNALS INTELLIGENCE: ข่าวกรองทางสัญญาณ), IMINT (IMAGERY INTELLIGENCE: ข่าวกรองจากภาพ), HUMINT (HUMAN INTELLIGENCE: ข่าวกรองจากบุคคล จากนั้นจะพิจารณาประเด็นความเกี่ยวโยงระหว่างงานข่าวกรองกับกระบวนการตัดสินใจกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยจะมีการหยิบยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงประกอบ เพื่อให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น…”
“…งานชิ้นนี้จะไม่พูดถึงในรายละเอียดเรื่องเทคนิคการปฏิบัติงาน (TRADECRAFT) อย่างเช่น การควบคุมสายลับ การใช้สัญญาณติดต่อ การเฝ้าตรวจ ติดตาม และหลบหลีกการติดตาม เป็นต้น…” (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, หน้า 6, อ้างแล้ว)



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น