"ผู้สามารถสละเลือดเนื้อและร่างกายของตนเพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติ ถือว่าเป็นผู้กล้าหาญที่หาได้โดยยาก ด้วยการเสียสละอย่างสูงสุดทั้งเป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวงแก่คนทั้งชาติ”
จากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่อัญเชิญมาข้างต้นนั้นพระราชทาน เนื่องในวโรกาสครบรอบ ๕๐ ปี องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ซึ่งเป็นอนุสติเตือนใจให้ระลึกถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษนักรบไทย
ฉบับนี้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ พลเอก ไพจิตร สมสุวรรณ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ท่านถ่ายทอดประสบการณ์จากการรบในอดีตสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ ๒) เมื่อ ๖๐ ปีก่อน ตั้งแต่ครั้งที่ท่านสำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยใหม่ ๆ และสังกัดในกองพันทหารราบที่ ๒๓ ซึ่งมีที่ตั้งปกติอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ท่านกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า "นับเป็นโชคดีมากที่ออกรับราชการเป็นนายทหารปีแรกได้มีโอกาสเข้าสู่สมรภูมิในทันที และติดต่อกันถึงสองครั้งสองคราวด้วยกัน คือในสงครามกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ การรบทั้งสองครั้งนั้นเป็นสงครามใหญ่ เพราะกองทัพไทยมิได้ไปขึ้นในบังคับบัญชาของกองทัพต่างชาติดังเช่นสงครามเกาหลี หรือสงครามเวียดนาม สงครามอินโดจีนนั้นไทยมีกองทัพบูรพา” สำหรับสงครามโลกครั้งที่สองก็มีกองทัพพายัพ ซึ่งแม่ทัพเป็นทหารไทย นับเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจในการรบทั้งสองครั้ง"
สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นในทวีปยุโรปต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ และในทวีปเอเชียนั้น ญี่ปุ่น ได้แผ่อำนาจยึดครองอาณาเขตบางส่วนของประเทศต่าง ๆ ทั้งเกาหลี จีน อินโดจีน ของฝรั่งเศส ในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ พร้อมกับประกาศสงครามกับอเมริกา สำหรับไทย ญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอ ๓ ประการต่อไทยคือ
ประการที่ ๑ ขอเดินทัพผ่านดินแดนของไทย ไปยังพม่าและมลายู
ประการที่ ๒ ขอให้ไทยลงนามในอนุสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น
ประการที่ ๓ ขอให้ไทยลงนามในอนุสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น รัฐบาลไทยยังไม่ทันให้คำตอบ แต่ในเช้าตรู่ของวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔ กองทหารญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบดีรีขันธ์ และจังหวัดสมุทรปราการ ทหารไทยได้ปะทะกับทหารญี่ปุ่นอย่างดุเดือด ในที่สุดรัฐบาลไทยยินยอมให้กองทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านดินแดนไทย โดยญี่ปุ่นรับรองที่จะเคารพเอกราชอธิปไตยของไทย ทำให้กองทัพไทยจำใจต้องร่วมรบกับฝ่ายอักษะ ซึ่งญี่ปุ่นได้มอบพื้นที่ให้ไทยเข้าตี ทางภาคเหนือคือ เชียงตุง
ต่อมาในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ไทยได้ลงนามในอนุสัญญาเป็นพันธมิตรในการร่วมมือกันทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นซึ่งอังกฤษได้ประท้วงด้วยการส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ในจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ และในวันรุ่งขึ้น ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ รัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ อเมริกาแต่มีคนไทยเป็นจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศไม่เห็นด้วย จึงจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่น และให้การช่วยเหลือแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ญี่ปุ่นตอบแทนที่ไทยเข้าร่วมรบด้วยการมอบดินแดนรัฐมาลัย (กลันตัน, ตรังกานู, ปาลิส และไทรบุรี) เมืองเชียงตุง และเมืองพานให้แก่ไทย สำหรับเมืองเชียงตุงนั้น กองพลที่ ๙๓ กองทัพพายัพยึดได้ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม๒๔๘๕ ซึ่งในตอนปลายสงครามกองทัพพายัพได้ปะทะกับกองทัพจีน (กองพล ๙๓) เนื่องจากในขณะนั้น เชียงตุงเป็นของอังกฤษ เมื่อเริ่มทำสงคราม อังกฤษไม่สามารถรักษาเชียงตุงไว้ได้เพราะไม่มีกำลังพอ จึงมอบพื้นที่เชียงตุงให้จีนรับผิดชอบ จีนจึงมอบหมายให้กองพล ๙๓ รักษาเชียงตุงไว้ ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษ อเมริกา แต่ต้องไปรบกับจีนที่ไม่คิดจะทำศึกด้วยนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก การจัดกำลังเข้าทำการรบในครั้งนั้นผิดพลาดเพราะเราไม่ได้ศึกษาภูมิประเทศให้ดีเสียก่อน ที่สำคัญในสมัยนั้นนิยมส่งนักเรียนนายร้อยไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ครั้นสำเร็จการศึกษามาแล้วมักคุยโวโอ้อวดว่าเก่งกว่าใคร เพราะมีดีกรีต่างประเทศกำกับ การวางแผนการรบมักเลียนแบบยุโรปโดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศของบ้านเราว่าแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ป่าเขาทางยุโรปนั้นเป็นสโลป ไม่ใช่สูงชันและเป็นป่าดิบรกชัฏ เช่นบ้านเรา ฉะนั้นจะเอาอย่างกันไม่ได้ กลยุทธ์ของเราก็สู้เขาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่กองพันในครั้งนั้นมีกำลังถึงพันกว่าคน จัดเป็นสามหมวดปืนกลหนัก และอีกหนึ่งหมวดกระสุนปืนกลหนัก ปืนกลซึ่งจัดซื้อจากประเทศอังกฤษยี่ห้อวิกเกอร์อาร์มสตรองมีระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เมื่อจะยิงต้องใส่น้ำที่ตัวปืนเวลาไม่ใช้ต้องเทน้ำออกซึ่งยุ่งยากพอสมควร หนึ่งหมวดจะมีปืนกลหนักชนิดนี้สองกระบอก ทั้งกองร้อยมีสามหมวด การจัดกำลังเช่นนี้เพื่อสนับสนุนกำลังยิง เส้นทางการเคลื่อนที่ต้องเดินไปตามสันเขา บรรดาแม่ทัพนายกองมีทั้ง คุณหลวง คุณพระ ผู้พันก็เป็นท่านขุน สำหรับท่านเป็นเพียงผู้หมวดซึ่งไม่มีคำนำหน้าแบบราชนิกูลเพราะเป็นคนธรรมดา สมัยนั้นผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ ผู้พันขึ้นไปเคี้ยวหมากกันหยับ ๆ แหยะ ๆ ปากดำไปตาม ๆ กัน (ท่านเล่าด้วยอารมณ์ขัน)
การเดินป่า กองร้อยที่ ๔ ซึ่งเป็นกองร้อยปืนกลหนักนั้นอุ้ยอ้ายมาก เพราะเคลื่อนที่ด้วยเท้าจาก ที่ชุมพล จังหวัดพะเยาไปจังหวัดเชียงตุง (ไทยใหญ่) ถึงพรมแดนคุนมิง ประเทศจีน ซึ่งต้องเดินป่าเป็นเวลาแรมเดือน การเคลื่อนที่ของกำลังพลจะตามกันไม่ทันเพราะความอุ้ยอ้ายทุลักทุเล อีกทั้งภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ไม่เอื้อต่อการเดินทัพ อาวุธปืนมีน้ำหนักมาก ปืนกลหนึ่งกระบอกต้องใช้ม้าต่างถึงสองตัว ใช้บรรทุกรางปืน ๑ ตัว และบรรทุกลำกล้องปืนอีก ๑ ตัว สำหรับกระสุนนั้นต้องใช้วัวต่างบรรทุกอีกหกตัว ปัญหาใหญ่คือ สัตว์พาหนะทั้งสองชนิดมีฝีเท้าต่างกันมาก ม้าควบอ้าว ๆ แต่วัวอึดอาดอู้มาก ที่สำคัญวัวบางตัวดื้อเอาการ ถึงกับต้องตัดไม้ซุกก้นมันก็ยังไม่ยอมเดิน ผลที่สุดถึงกับต้องล้มวัว เชือดเอาเนื้อมากินเพราะการส่งกำลังบำรุง ก็ไม่ดี อาหารการกินไม่มีต้องหาเผือกมันกินเอง บ้างก็วิดหนอง เพื่อให้ได้ปลามาย่างกินกัน พบยุ้งฉางชาวบ้านที่ไหน ก็เข้าไปเหยียบกระเดื่องเครื่องตำข้าวเพื่อให้ได้ข้าวมาหุงกิน บางครั้งหิวจนตาลายเพราะไม่มีข้าวตกถึงท้องมาหลายวัน เห็นข้าวโพดชาวเขา เขาปลูกไว้ ก็หักกินทั้งดิบ ๆ ถ้าโชคดีพบชาวบ้านก็ขอข้าวเหนียวกินประทังความหิว รอนแรมในป่าหลายวันหลายคืนม้าซึ่งบรรทุกปืนควบลิ่ว ๆ ห่างจากวัวซึ่งบรรทุกกระสุนหลายสิบกิโล ครั้นปะทะข้าศึกมีแต่ปืนแต่ไม่มีกระสุนก็ทำอะไรข้าศึกไม่ได้ นี่คือปัญหาหนึ่ง ซึ่งทำให้ทหารไทยถูกล้อมหลายครั้งจนในที่สุดต้องเสียที ข้าศึก ทำให้สูญเสียผู้บังคับกองพัน คือ พันตรี ยง ศรีดารานนท์ เพราะผู้บังคับกองพันรุกเข้าไปจนถึงเส้นเขตแดนคุนมิง ด้วยการนำกำลังไปได้เพียงหมู่เดียวไปจนถึงบ้านปางก้อ กองพันตามไม่ทัน เกิดปะทะกันถึงขั้นตะลุมบอนจนถึงกับติดดาบปลายปืนต่อสู้กัน ผู้พันต้องเสียชีวิตในที่รบ บทเรียน ต่าง ๆ นับว่ามีค่ามากเพราะแลกด้วยชีวิตของนายทหารระดับผู้บังคับบัญชา
จากการรบครั้งนั้นท่านเล่าว่า หลังจากนั้นเป็นต้นมาการที่จะเคลื่อนที่เป็นกองร้อยกองพันเห็นที จะไม่เสี่ยงแน่ จำไว้เป็นบทเรียนเลยว่าทุกครั้งที่ออกรบในป้าเขาจะต้องแยกกำลังเป็นหมู่ ๆ โดยใช้แผนที่และให้ชาวบ้านนำทางกันเป็นทอด ๆ จนกว่าจะถึงที่หมาย จากนั้นก็จะต้องนัดแนะกันให้ดีว่า เมื่อถึงเวลานั้นเวลานี้จะต้องพบกันที่นั่นที่นี่ ไม่ไปพร้อมกันอย่างอุ้ยอ้ายอีกต่อไป การเดินทางสมัยนั้นลำบากมาก ต้องออกเดินทางตั้งแต่ ๔ ทุ่ม โดยอาศัยความมืดยามวิกาลพอตีสามก็พักหลบหลับนอนนี่แหละคือชีวิตทหาร จึงมีคำกล่าวว่า "ใครไม่มีเลือดความเสียสละอย่างแท้จริง ก็อย่าก้าวเข้ามาเป็นทหารเลยจะดีกว่าเพราะอาชีพทหารนั้นต้องสละชีพ เพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ไม่เหมือนอาชีพอื่น" ดังร้อยกรองที่ว่า
เราจะรัก ษาเขต ประเทศชาติ
จนเลือดหยาด สุดท้าย ด้วยใจหาญ
ตายเป็นไทย เพื่อไท สลายลาญ
ดีกว่าการ อยู่เป็นทาส ขาดเป็นไทย
ไทยทั้งชาติ จักสู้ หมู่อมิตร
ด้วยน้ำจิต องอาจ ไม่หวาดไหว
จะสู้จน คนสุดท้าย หยุดหายใจ
ฝากลายไว้ ให้ลือหล้า ชั่วฟ้าดิน
ระยะทางหลายลี้ที่จะต้องบุกป่าฝ่าดงเดินไปตามสันเขา มุ่งสู่สมรภูมิเป็นเวลาแรมเดือน การดำรงชีพอยู่ในป่ากับตำราที่เรียนมาจากโรงเรียนนายร้อยแทบจะต้องทิ้งหมด อาศัยปฏิภาณไหวพริบและประสบการณ์ในการตัดสินใจเมื่อพบเหตุการณ์เฉพาะหน้า การที่ต้องเผชิญสัตว์ร้ายนานาชนิดความหนาวเหน็บกับไข้ป่าที่ ชุกชุม ทหารทุกคนเป็นไข้ป่ากันหมดไม่มีการยกเว้นแม้แต่หมอก็งอมแงมเพราะไม่มียา ถึงมีหมอแต่ขาดแคลนยารักษาโรคก็ช่วยอะไรไม่ได้ หลายต่อหลายคนทนพิษไข้ป่าไม่ไหวชักดิ้นชักงอตายไปต่อหน้าต่อตา นับว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่ทารุณและเป็นโศกนาฏกรรมที่จำไว้ไม่เคยลืม ผู้ให้สัมภาษณ์ก็เป็นไข้ปาชนิดที่ร้ายแรงถึง สามชนิด สงครามยุติแล้วจึงได้มาบำบัดรักษากันอย่างจริงจัง การใช้ชีวิตในป่าสิ่งที่ควรระวังที่สุดก็คือ อย่ารังแกสัตว์ เพราะถ้าเราไม่ทำร้ายเขาก่อน เราก็จะปลอดภัย สัตว์ใหญ่น้อยพอได้กลิ่นมนุษย์ก็จะหนีไปเอง ถ้าพบเสือ ก็อย่าวิ่งหนี เพราะมันจะคิดว่าเราเป็นเหยื่อก็จะไล่ตะปบกินอย่างแน่นอน ให้หยุดนิ่งอยู่เฉย ต่างคนต่างจ้องเดี๋ยวมันก็หลบไปเอง เว้นเสียแต่โชคร้ายไปเจอเสือหิวหรือเสือบาดเจ็บมันจะดุร้ายมากและอาจจะทำร้ายเราได้ซึ่งต้องนับว่าเป็นคราวเคราะห์ หลักสำคัญในการเดินป่า หากหลงทาง ท่านสอนว่าอย่าเดินลงเขาให้หาทาง ขึ้นสันเขาแล้วจะพบทางออก ถ้าลงต่ำก็จะพบแต่ป่าทึบ และเหวลึกซึ่งไม่มีทางที่จะพบทางออกได้เลย นักรบสมัยนั้นค่อนข้างจะประสบปัญหาในการเดินป่ามากมายสักหน่อย แม้แต่อุปกรณ์เดินป่าก็ไม่มี รองเท้าที่หลวงแจกให้ ก็เป็นท็อปบู๊ทที่ไม่เหมาะสมกับสภาพป่าเขา ฝนตกรองเท้าเปียกแฉะจะโยนทิ้งก็ไม่ได้ ต้องมีซากไปคืนหลวงมิฉะนั้นจะถูกตัดเบี้ยเลี้ยงเงินเดือน จึงจำเป็นต้องหิ้วไปหิ้วกลับด้วยการใช้ปืนเป็นไม้คานข้างหน้าคานกระบอกปลาร้าปลาเค็มปิ้งและเป้ ข้างหลังก็คานรองเท้า ทุลักทุเลแบกหน้าสะพายหลังถนนก็ลื่นผู้คนม้าโคต่างล้มลุกคลุกคลาน ไม่เหมือนทหารจีนเขาแจกรองเท้าคืบแบบแตะ เปียกแฉะก็ใส่ได้ ขาดก็โยนทิ้งไป ไปราชการทัพแต่ละครั้งนับว่าลำบากมากหากได้กลับมาก็นับว่าได้เกิดใหม่
ประสบการณ์จากการรบนั้นนับว่ามีคุณค่ามากบทเรียนจากชีวิตทหารที่ผ่านมาจะเป็นอุทธาหรณ์สอนใจทำให้ภายหลังที่ท่านทำการรบอีกและสามารถเดินเท้าจากทางเหนือของไทยไปจนถึงแดนคุนมิง สามารถยึดดอยเหมยและตีเชียงตุงได้ ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตทหารเลยก็ว่าได้ ท่านทิ้งท้ายด้วยคาถาสามบทคือ เราจะรบกับใคร รบที่ไหน และรบอย่างไร เมื่อได้คำตอบที่แน่ชัดแล้ว จึงมาจัดกำลังรบตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์จึงจะมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด
ผู้เขียนหวังว่าจะได้รับบทเรียนจากการรบ ชีวิตการต่อสู้, ความภาคภูมิใจในชัยชนะ ความพ่ายแพ้ ความเหน็ดเหนื่อยชอกช้ำจากชีวิตทหารผ่านมาลงนิตยสารยุทธโกษเพื่อเป็นตำนานชีวิตอันมีเกียรติจากสมาชิกท่านอื่น ๆ อีก ในโอกาสข้างหน้าหรือจะให้เจ้าหน้าที่ของกองบรรณาธิการทำหน้าที่เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อสนองเจตนารมณ์ของท่านก็ยินดีและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับบทความในฉบับนี้หากมีข้อผิดพลาดบกพร่องประการใดขอได้โปรดอภัย ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง
คาถาสามบทที่ต้องจำให้แม่นยำ รบที่ไหน รบกับใคร และรบอย่างไร และขอให้จำเป็นบทเรียนว่า ไม่มีชัยชนะใดที่ได้มาโดยไม่มีการต่อสู้ ภาษิตฝรั่งว่า "ท้องทะเลที่บ้าคลั่ง ย่อมสร้างกะลาสีที่ทรหดอดทน" สิ่งสำคัญต้องมีสติ ต้องฉลาดในยุทธศาสตร์ยุทธวิธี
"กะการณ์อย่าให้พลาด คาดการณ์อย่าให้ผิด
คิดก่อนแล้วจึงทำ จำผิดไว้เป็นครู
รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้
รู้ให้แน่หมดทุกอย่าง นั่นคือหนทางแห่งชัยชนะ"
พ.อ.หญิง ธิดารัตน์ วิริยะวัฒน์
(ผู้เขียน)
ที่มา : นิตยสารยุทธโกษ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น