“กองพันเสือดำ” พลโท สาโรจน์ รบบำรุง
พี่สาโรจน์ “ฤทธีเอี่ยว” แห่งยุทธภูมิช่องช้าง มอบงานเขียนของท่านไว้ที่ผมชุดหนึ่ง ฝากให้หาทางนำมาจัดพิมพ์ใหม่ แต่ผมทำไม่สำเร็จจนกระทั่งท่านเสียชีวิตอย่างไม่คาดฝันหลังจากนั้นไม่นาน...
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรู้สึกติดหนี้ท่าน เพราะทำไม่สำเร็จ
แม้จะยังไม่สามารถรวมเล่มได้ แต่บัดนี้ ผมคงบรรเทาบาปในใจได้ระดับหนึ่ง
เชิญพบกับ “กองพันเสือดำ” ประสบการณ์การรบในเวียดนามของท่าน เริ่ม เสาร์ 17 เมษายน วันนี้
กราบคารวะวิญญาณพี่ชาย-ต้นแบบของ “นักรบ”ตัวจริง
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์.
**********
“กองพันเสือดำ” พลโท สาโรจน์ รบบำรุง (1)
เสาร์ 17 เม.ย.64
นำเสนอทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 18.00 น.
“สงกรานต์เลือด เดิมพันชีวิต”
นำเรื่อง....
ความมุ่งหมายหลักที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะถ่ายเทประสบการณ์ของเถ้าธุลีชีวิตเสี้ยวหนึ่งของผมออกมาในรูปแบบของ “สารคดีบันเทิง” ต่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย เพื่อเป็นการเสี่ยงทายหรือเสี่ยงโชคดูว่ามันสามารถพอที่จะหยุดยั้งความหิวกระหายหรือว่าความอ่อนระโหยโรยแรงของผมลงได้เพียงชั่วขณะหนึ่งหรือไม่...?
“โรจน์ บํารุง”
บก.ที่ปรึกษาทางทหารระดับสูง ทีม.996
อําเภอลองถั่น จังหวัดเบียนหว่า เวียดนามใต้
มิถุนายน 2512
1.จากแบร์แค็ท ถึง ลองถั่น เบียนหว่า
เมื่อครั้งแรกเริ่มเดิมทีที่ผมยังทําการฝึกอยู่ในที่ตั้งปกติตามลําดับขั้นในประเทศไทยก่อนที่จะเดินทางไป (รบ) ยังสมรภูมิเวียดนามนั้น ผมได้รับการบรรจุและฝึกหัดในหน้าที่ของ “นายทหารต่อต้านข่าวกรอง” ของหน่วยในกองพลอาสาสมัคร หรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าพวก “กองพลเสือดํา”
ต่อเมื่อจากเมืองไทยไปถึงเวียดนาม แล้วก็ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาชั้นสูงให้ไปรับตําแหน่งนายทหารติดต่อกองพลอีกตําแหน่งหนึ่ง นัยว่าเห็นผมคงจะพอมีความรู้ความสามารถอยู่บ้าง แต่ที่แน่ ๆ ที่สุดก็คือหลาย ๆ คนลงความเห็นว่าผมพอที่จะออกไปเสี่ยงหรือทําหน้าที่ตายแทนคนอื่น ๆ ได้พอสมควร เพราะโดยปกติแล้วนายทหารติดต่อของกองพลนั้นจะต้องไปประจําหรือทํางานอยู่ที่อําเภอลองถั่นและจะต้องตะลอน ๆ ไปติดต่อที่นั่นไปติดต่อที่โน่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังต้องออกชุดลาดตระเวนหาข่าวในตําแหน่งของหัวหน้าชุดต่อต้านข่าวกรองอีกภารกิจหนึ่งด้วย
ฉะนั้นโอกาสที่จะถูก “แจ็กพอต” นั้นจึงมีมากพอสมควรทีเดียว
คราวนี้เมื่อย้อนมาพูดถึงเรื่องการไป(รบ)ยังสมรภูมิเวียดนามนั้น พอจะแยกประเภทของความมุ่งหมาย ที่สําคัญ ๆ ได้อยู่หกเจ็ดประการ คือ
หนึ่ง-ไปรบตามอุดมการณ์และเพื่อโลกเสรี
สอง-ไป (รบ) เพื่อทํามาค้าขาย
สาม-ไป (รบ) เพื่อหาทาง ปลดหนี้สินหรือไม่ก็สร้างหนี้สินเพิ่มขึ้น
สี่-ไป (รบ) เพื่อให้ได้เหรียญตรา (บางครั้งไม่รบก็ได้) สําหรับสิทธิ ต่าง ๆ
ห้า-ไป(รบ) เพื่อทิ้งให้ “แม่ไอ้แดง” ทางบ้านได้ฟรีเซ็กส์หรือเป็น “หม้ายสามีเลินเล่อ”
และ
หก-ไป(รบ)เพื่อให้ตายเสียรู้แล้วรู้รอดไปเพราะอกหัก หรือเป็นโรค
ขอแนะนําให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับอําเภอลองถั่น จังหวัดเบียนหว่าพอให้ทราบว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร แล้ว ผมก็จะพาท่าน “ลุย” ไปตามเนื้อหาที่คิดว่าพอจะแก้ง่วงได้บ้าง
ที่อําเภอลองถั่นนี้เกือบจะเรียกว่าเป็น”ศูนย์” หรือย่านกลางในการปฏิบัติของทหารไทยในเวียดนามใต้เลยก็ว่าได้ เพราะโดยปกติจากที่ตั้งกองบัญชาการ หรือ บก.พล. อสส. ที่ค่ายแบร์แค็ท พื้นที่รับผิดชอบของทหารไทยส่วนใหญ่แล้วจะมีรัศมีอยู่โดยรอบๆของอําเภอลองถั่นเกือบทั้งหมด
นอกจากนี้ที่ลองถั่นยังเป็นศูนย์รวมของที่ปรึกษาทางทหารระดับสูง ตลอดจนทีมหรือชุดประสานการปฏิบัติระหว่างทหารไทย -อเมริกัน -ออสเตรเลีย และเวียดนามอีกด้วย
เมื่อลองถั่นเป็นย่านกลางและมีความสําคัญในตัวของมันเองถึงเพียงนี้ ฉะนั้นมันย่อมเป็นเป้าหมายหรือเหยื่ออันโอชะที่น่าพิศมัยอย่างยิ่งของสหายศึกเวียดกง...แต่ผมก็พอใจและภาคภูมิทั้งรู้สึกสนุกสนานไปกับบทเรียนและเกมชีวิตที่ต้องซื้อหา แม้ว่าจะราคาแพงไปสักหน่อยหนึ่งก็ตาม ใครก็พากันคิดหรือเข้าใจอย่างนั้น
แต่สําหรับตัวผมเองแล้ว เห็นว่า มันราคาถูกเสียยิ่งกว่าอะไรดี เพราะผมซื้อมันด้วยเงินของ “ลุงแซม”
พวกผมมัน “เสือดํา” รุ่นแรก ผลัดแรกที่ต้องไปสับเปลี่ยนคาบเกี่ยวกับระยะเวลาของพวก “จงอาง” สําหรับหกเดือนหลังของ “จงอาง” และหกเดือนแรกของพวก “เสือดํา” จึงต้องเอ้อระเหยลอยเท้งเต้งไปกับเรือ โดยสารชื่อแบบญี่ปุ่น แต่ทั้งกัปตันและลูกเรือเป็นอเมริกันทั้งหมดจากท่าเรือคลองเตย ราว ๆ กลางเดือน กรกฎาคม 2512 ฝ่าคลื่นลมไปสามคืนกับสี่วัน “โผล่” (เรียกว่าโผล่จริง ๆ) ขึ้นมาจากใต้ท้องเรือถึงท่าเรือเมือง ไซ่ง่อนเลย
ไซ่ง่อนเมืองบาปหรือประเทศเวียดนามที่มีนโยบาย “สงครามคือการค้าขาย” เมืองซึ่งรบราฆ่าฟันกันอย่างกับมดและปลวกโดยเห็นเป็นของธรรมดาหรือ “ระเบียบปฏิบัติประจําวัน” ก็ว่าได้ ที่ว่าต้องโผล่ขึ้นมาจริง ๆ นั้นก็เป็นความจริง เพราะในระยะที่เรือแล่นเข้าเขตชายฝั่งทะเลเวียดนามใต้และกําลังนําร่องเข้าสู่ปากน้ำสู่ท่าเรือเมืองไซ่ง่อนนั้น กัปตันและเจ้าหน้าที่ประจําเรือได้ต้อนพวกเราลงไปอยู่ห้องใต้ท้องเรือทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อเรือเทียบท่าพวกเราจึงต้องค่อย ๆ ทยอยโผล่กันขึ้นมา แล้วก็จัดระเบียบเรียงแถวตามหมวดหมู่กรมกองขึ้นรถบรรทุกเดินทางต่อไป…ไปที่ไหนยังไม่แจ้งชัด
ฟังเขาว่า ๆ กันว่าจะพาไปเข้าคอกที่ “แบร์แคท” …
ค่ายแบร์แค็ทหรือค่าย “หมีแมว” พอถึงตอนนี้ก็พอจะทราบกันเลา ๆ แล้วว่า ค่ายแบร์แคทนั้นคือชื่อของค่ายพักพลของทหารไทยที่ไปรบในเวียดนาม
สําหรับความตื้นลึกหนาบางตลอดจนความ เป็นมาเป็นไปต่าง ๆ จะอย่างไรนั้นผมจะไม่พูดไม่เขียนถึงมันละว่าจะหวานอมขมกลืนขนาดไหน เอาแต่ให้ทราบกันแต่เพียงพอสังเขปว่า แต่เดิมนั้นค่ายแบร์แคทนี่ดีหนักหนา เพราะเป็นที่ตั้งของกองพลทหารรบที่ 5 สหรัฐฯ ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ดีทุกประการ แม้ว่าในระยะหลัง ๆ ต่อมาพวก “จงอาง” หรือพวก “เสือดำ” จะมาอยู่ร่วมด้วย และพวกทหารฝรั่งกําลังจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ตาม ไพร่ฟ้าทหารไทยก็ยังยิ้มย่องผ่องใสกันดีอยู่ จวบจนกระทั่งพวกกองพลอาสาสมัครหรือพวก “เสือดํา” เริ่มทยอยกันเข้ามาและทหารฝรั่งก็เริ่มย้ายออกไป พวก “งู” กับ “เสือ” ก็ชักจะเริ่มขาดแคลนภักษาหาร เพราะ เนื้อสมันรู้ตัวดีก็เริ่มหนีออกจากป่าเล็กเข้าสู่ดงทึบ
แต่ “งู” กับ “เสือ” มิใช่สัตว์ที่ชอบธรรมชาติแบบเดียวกัน ผลประโยชน์ในการล่าภักษาหารก็เริ่มขัดแย้งกันต่อไปก็ต้องกินเนื้อกันเองเป็นธรรมด เมื่อหิวโซถึงขนาด แต่ไฉนเลยหรือจะสู้พวกเสือได้ ก็จําต้องยอมละทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัย และถอนตัวไปในที่สุด “เสือ” ก็คงครองความ เป็นเจ้าป่าสืบต่อมา และเนื่องจากค่ายทหารไทยที่ชื่อเดิมว่าค่าย “หมีแมว” นั้น ด้วยเกรงว่าจะไม่เป็นมงคลนักในเรื่องการรบทัพจับศึก จึงได้มีคําสั่งจากเบื้องบนลงมาให้ เปลี่ยนนามค่ายแบร์แคทเป็นชื่อค่าย “มหาสุรสิงหนาท” นับแต่นั้นมาจวบจนสิ้นสงคราม เมื่อกองพลเสือดำถอนตัวกลับเมืองไทย…
แต่ถึงกระนั้นก็ดีนามค่าย “แบร์แค็ท” ก็ยังคงใช้ เรียกติดปากกันอยู่ตลอดเวลา และแม้เมื่อจะกล่าวถึง ตอนนี้ก็ยังคงใช้เรียกกันอยู่ เพราะว่ามันง่าย สั้นและ เข้าใจกันดีทั้งไทยและเทศ ส่วนชื่อค่ายอันเป็นมหา มงคลนามนั้นก็เทิดไว้เรียกเป็นศัพท์ในทางการเท่านั้น.


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น