แนะนำหนังสือ #1 : พงศาวดารยุทธศิลปะ
พงษาวดารยุทธศิลปะ นับเป็นเอกสารอันทรงคุณค่าทางการทหารของไทยอย่างมาก เป็นตำราที่ยังคงใช้ตราบจนทุกวันนี้ จอมพล สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพษ์ฯ ทรงแต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2459 ภายหลังจากที่เสด็จกลับมารับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เอกสารจำนวน 827 หน้าฉบับนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางปัญญาของพระองค์ เพราะเนื้อหาไม่ใช่เป็นเพียงการแปลและเรียบเรียงจากตำราพิชัยสงครามของต่างชาติมาเท่านั้น พระองค์ท่านได้ทรงใส่ความคิดเห็น การวิพากษ์ วิจารณ์ รวมถึงการแนะนำผู้อ่าน ซึ่งหมายถึงนักเรียนนายร้อยทุกคน ได้ไปวิเคราะห์ เปรียบเทียบ แล้วจึงเลือกวิธีปฏิบัติ ดังความตอนหนึ่งในพงษาวดาร
“…ความคิดที่นับว่าคิดขึ้นใหม่นั้น ที่จริงมักจะซ้ำกับความคิดเดิม…หมายความว่าความคิดที่นับว่าใหม่ในโลกนี้นั้น มักมีผู้คิดมาก่อนทั้งสิ้น…ความคิดที่คิดมาก่อนนั้น ไม่ใช่แต่ได้คิดเท่านั้น ได้ใช้ความคิดนั้นทดลองดูแล้วทั้งสิ้นเช่นความคิดในการทำสงครามเป็นต้น …ถ้าความคิดดี ความคิดนั้นก็นำมาซึ่งชัยชนะ ถ้าความคิดนั้นไม่ดีก็นำมาซึ่งความปราไชย เหตุฉะนี้ เมื่อเราเรียนรู้พงศาวดารเสียให้ถี่ถ้วน เราก็สามารถจะเอาความคิดที่คิดขึ้นใหม่เทียบกับของเก่าที่มีอยู่แล้วหลีกทางที่ไม่ดี ดำเนินสู่ทางดีได้ฉะนี้…”1
นอกจากความฉลาดทางปัญญา ในการคิดวิเคราะห์ ที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นในพงศาวดารยุทธศิลปะแล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ของพระองค์ท่าน เราสามารถเห็นได้จากแนวคิดที่พระองค์กล่าวถึงในพงศาวดารฉบับนี้เช่นเดียวกัน ข้อความบางตอนกล่าวถึงตัวพระองค์เองว่า ไม่ได้ทราบเรื่องวิธีการรบของสยามแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้ต้องการอวดตนเองว่าเป็นคนเองเก่ง แต่ต้องการให้นายทหารและคนไทยได้นำพงศาวดารนี้ไปใช้
“…ขอรับสารภาพว่า ไม่สามารถจะนำวิธีการรบของไทยเราแต่ปางก่อนมากล่าว เพราะไม่มีความรู้ในทางนั้นเลย …ผู้เรียบเรียงสมุดเล่มนี้ไม่ได้ตั้งใจจะอวดว่าตนเป็นนักปราชญ์ เป็นแต่ผู้เก็บเอาความที่นักปราชญ์ต่างๆเขารวบรวมไว้แล้ว มาเล่าให้เพื่อนนายทหารและเพื่อนชาวสยามด้วยกันทราบไว้บ้างเท่านั้น เพราะฉะนั้นในส่วนวิธีการรบของไทยในปางก่อน ถ้ามีนักปราชญ์ผู้ใดเก็บรวบรวมมาตกแต่งเป็นพงศาวดารขึ้นได้แล้ว ผู้เรียบเรียงสมุดเล่มนี้จะมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง”2
พระองค์ยังได้ทรงให้ข้อคิดแก่นายทหารทุกคน ว่าต้องหมั่นศึกษารู้จักหาความรู้ใส่ตัวไว้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งนำความรู้ที่ได้จากการศึกษา ไปวิเคราะห์ เพื่อที่จะได้เป็นประโยชน์กับงานราชการ
“…คนไทยเราเสียเปรียบชาวยุโรปที่ไม่มีหนังสือซึ่งเป็นประโยชน์จะอ่านได้พ่อ ขาดเครื่องบำรุงความคิดอันสำคัญ คนเราจะได้เรียนความรู้จบในโรงเรียนนั้นไม่มีเลย ไม่มีเวลาพอ ออกจากโรงเรียนแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ต้องเรียนไป อ่านหนังสือไป หาความรู้ใส่ตนอยู่เสมอ จึงจะเดินทันโลกทันวิชาตามน่าที่ของตนได้ เหตุฉะนี้เรื่องที่ได้บรรยายนี้หวังใจว่านายทหารไทยจะได้ตั้งใจอ่านด้วยความพิจารณาอ่านแล้วคิดต่อตริดตรองดูเองให้ละเอียด จะได้เป็นประโยชน์แก่ตนและราชการ ถ้าจะอ่านแต่เผินๆ ก็ไร้ประโยชน์เสียเวลาเปล่า”3
ด้วยเหตุฉะนี้พงศาวดารพุทธะศิลปะ จึงเป็นตำราอันทรงคุณค่าสำหรับนักการทหารทุกคนตราบจนปัจจุบัน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น